เวลาในรูปคลื่นรวมเวลาเดินทางของทางวัด
เมื่อวัดสองจุดพร้อมกัน ออสซิลโลสโคปแสดงเวลาเหตุการณ์หลังสัญญาณเดินทางผ่านโพรบ สาย และวงจรรับของแต่ละช่องแล้ว หากทางหนึ่งช้ากว่าอีกทาง จุดที่เห็นมาทีหลังจึงไม่จำเป็นต้องเกิดทีหลังในชิ้นงาน การชดเชยความหน่วงต่างช่องหรือการทำเดสกิวช่วยจัดเวลาอ้างอิงของทางวัดให้ตรงกัน เพื่อไม่เอาความหน่วงของเครื่องมือไปปนกับความหน่วงที่ต้องการหา
เขียนความสัมพันธ์เป็น เวลาต่างที่อ่านได้ = เวลาต่างของชิ้นงาน + ความหน่วงทางช่องสอง − ความหน่วงทางช่องหนึ่ง สูตรนี้กำหนดทิศบวกว่าช่องสองตามหลังช่องหนึ่ง จึงต้องรักษาลำดับการลบตลอดทั้งงาน หากสลับชื่อช่องหรือใช้ค่าที่มีเครื่องหมายกลับกัน ความหน่วงที่ตั้งชดเชยอาจยิ่งเพิ่มความผิดแทนลด การวาดแผนผังทางเดินก่อนตั้งเครื่องช่วยป้องกันความสับสนได้
- เหตุการณ์จริง
ความหน่วงระหว่างสองจุดในชิ้นงาน
- ทางวัด
หน่วงช่องสอง − หน่วงช่องหนึ่ง
- ค่าที่อ่าน
รวมความหน่วงจริงกับความต่างทางวัด
- ค่าที่แก้
ค่าที่อ่าน − ค่าพื้นฐานจากขอบร่วม
กำหนดทิศบวกว่าช่องสองตามหลังช่องหนึ่ง
หาเวลาต่างพื้นฐานจากขอบร่วม
นำทางวัดทั้งสองไปวัดขอบอ้างอิงเดียวกันด้วยอุปกรณ์ต่อที่เหมาะสม ใช้ระดับตัดสินเดียวกันและรักษารูปแบบปลายโพรบให้เทียบกันได้ การที่สองปลายอยู่ใกล้กันยังไม่พอ หากแหล่งอ้างอิงเดินสัญญาณผ่านสายยาวต่างกันก่อนถึงแต่ละปลาย ความต่างนั้นจะปนอยู่ในค่าพื้นฐาน ต้องใช้จุดร่วมจริงหรืออุปกรณ์อ้างอิงที่ทราบความสัมพันธ์เวลา และไม่โหลดแหล่งจนขอบเปลี่ยนผิดรูป
สมมติขอบเดียวกันปรากฏที่ช่องหนึ่งเวลา 20 ns และช่องสองเวลา 28 ns ความต่างพื้นฐานคือ +8 ns จากนั้นวัดชิ้นงานสมมติแล้วพบช่องสองตามหลังช่องหนึ่ง +13 ns ความหน่วงของชิ้นงานที่แก้ตามแบบจำลองจึงเป็น 13−8 = 5 ns ค่านี้ไม่ใช่การรับรองความหน่วงผลิตภัณฑ์ใด และไม่ควรตั้งค่าตามตัวอย่างลงในเครื่องจริงโดยไม่วัดพื้นฐานของชุดตนเอง
ตรวจเครื่องหมายและไม่ชดเชยซ้ำ
เมนูเครื่องแต่ละรุ่นอาจใช้เครื่องหมายเพื่อเลื่อนรูปคลื่นหรือระบุเวลาหน่วงที่เครื่องต้องหัก จึงไม่ควรจำว่าให้ใส่ลบแปดเสมอ วิธีตรวจคือกลับไปดูขอบอ้างอิง หลังชดเชยแล้วจุดตัดสองช่องควรตรงกันภายในข้อจำกัดที่ประเมินได้ หากยังห่าง 16 ns ในตัวอย่างนี้ แสดงว่ามีโอกาสใส่เครื่องหมายผิดทิศ ต้องแก้ที่การตั้งก่อนนำตัวเลขไปวิเคราะห์ชิ้นงาน
เมื่อเครื่องชดเชยทางวัดแล้ว ค่าความหน่วงที่อ่านจากชิ้นงานอาจเป็นค่าแก้แล้ว ห้ามนำ 8 ns มาลบอีกครั้งในตารางคำนวณจนได้ค่าผิด บันทึกชัดว่าไฟล์รูปคลื่นเก็บแกนเวลาก่อนหรือหลังชดเชย และฟังก์ชันคำนวณใช้ข้อมูลชนิดใด หากส่งไฟล์ให้ผู้อื่นควรส่งทั้งค่าที่ตั้งกับผลอ้างอิง เพื่อให้ตรวจได้โดยไม่ต้องเดาพฤติกรรมของซอฟต์แวร์ส่งออก
- ขอบร่วม
28 − 20 = 8 ns
- ชิ้นงาน
อ่านความหน่วงได้ 13 ns
- แก้ผล
13 − 8 = 5 ns
- ขอบเขต
±1 ns สองส่วน → 3 ถึง 7 ns
ตัวอย่างสมมติ รวมขอบเขตแบบเลวร้ายที่สุด
การเลื่อนเวลาไม่แก้รูปร่างขอบต่างกัน
เดสกิวแบบค่าคงที่แก้การเลื่อนเวลา แต่ไม่ทำให้โพรบที่มีแบนด์วิดท์หรือการโหลดต่างกันตอบสนองเหมือนกัน หากสองช่องเห็นขอบชันต่างกัน จุดตัดที่ 20% อาจตรงแต่ที่ 80% ยังห่าง จึงต้องตรวจหลายระดับหรือใช้โพรบที่เหมาะกับงานเดียวกัน การบังคับให้ขอบจริงสองจุดบนชิ้นงานตรงกันเพียงเพราะคาดว่าควรพร้อมกัน จะลบความหน่วงของชิ้นงานออกไปโดยไม่มีเหตุผล
ค่าพื้นฐานควรตรวจใหม่เมื่อเปลี่ยนโพรบ อุปกรณ์ต่อ ย่านที่เกี่ยวข้อง หรือการตั้งที่กระทบทางสัญญาณ การใช้ค่าจากเมื่อวานอาจสะดวกแต่ต้องมีหลักฐานว่าการจัดชุดยังเหมือนเดิม ในกรณีวัดแรงดันกับกระแสพร้อมกัน ต้องใช้อุปกรณ์อ้างอิงที่เหมาะกับทั้งสองชนิด ไม่ใช่ต่อโพรบกระแสกับขั้วแรงดันราวกับเป็นโพรบชนิดเดียว ความสัมพันธ์เฟสที่ต่างตามความถี่อาจต้องพิจารณาเพิ่ม
ประเมินว่าเวลา 5 ns เพียงพอสรุปหรือไม่
สมมติสำหรับแบบฝึกนี้ว่าการอ่านความต่างชิ้นงานมีขอบเขต ±1 ns และการหาค่าพื้นฐานมีขอบเขต ±1 ns หากรวมแบบขอบเขตเลวร้ายที่สุด ผล 5 ns มีช่วง 3 ถึง 7 ns จึงยังบอกทิศว่าช่องสองตามหลังได้ภายใต้สมมติฐานนี้ แต่ถ้าผลแก้เหลือ 1 ns ช่วงจะเป็น −1 ถึง 3 ns และยังตัดสินก่อนหลังไม่ได้ การมีตัวเลขบวกเล็กน้อยไม่เท่ากับพิสูจน์ลำดับเหตุการณ์
รายงานค่าที่อ่าน 13 ns ค่าพื้นฐาน 8 ns ผลแก้ 5 ns พร้อมนิยามทิศบวกและวิธีรวมขอบเขต ข้อจำกัด ±1 ns ในบทเป็นสมมติเพื่อแสดงวิธีตัดสิน ไม่ใช่ค่าความแม่นยำของเครื่องมือ การเก็บภาพขอบอ้างอิงที่ใช้ตั้งจริงทำให้ตรวจย้อนกลับได้มากกว่ารูปชิ้นงานเพียงภาพเดียว และช่วยแยกข้อผิดพลาดจากสัญญาณออกจากการเปลี่ยนสายหรือช่องโดยไม่ตั้งใจ
ควรระบุด้วยว่าจุดอ้างอิงเวลาคือขอบขึ้นหรือขอบลง ความไม่สมมาตรของระบบอาจทำให้ค่าพื้นฐานต่างกัน การตรวจขอบขึ้นแล้วตัดสินขอบลงที่ช้ากว่ามากต้องยืนยันเพิ่ม ไม่ถือว่าการเลื่อนค่าคงที่ครั้งเดียวครอบคลุมทุกเหตุการณ์โดยอัตโนมัติ


