เมื่อพัลส์ชนิดเดียวกันเกิดทั้งช่วงที่สนใจและช่วงที่ไม่เกี่ยวข้อง เงื่อนไขขอบหรือความกว้างอย่างเดียวอาจคัดข้อมูลมากเกินไป การทริกเกอร์ตามลำดับช่วยผูกเหตุการณ์ที่สองกับเหตุการณ์เริ่มต้น แต่ต้องกำหนดว่ารอได้นานเท่าไรและเริ่มใหม่เมื่อใด บทนี้ใช้คำสั่งกับผลตอบสนองแรงดันต่ำสมมติ เพื่อแปลงเงื่อนไขที่เขียนเป็นประโยคให้เป็นลำดับสถานะที่ตรวจได้
เหตุการณ์แรกเปิดสิทธิ์ให้ค้นเหตุการณ์ที่สอง
เอกสาร Sequence Triggers ของ Keysight อธิบายเหตุการณ์ A ตามด้วย B พร้อมตัวเลือกหน่วงก่อนค้น B และรีเซ็ตเมื่อเวลาผ่านไป รายละเอียดว่ารุ่นนั้นรองรับทริกเกอร์ชนิดใดร่วมกันต้องดูข้อจำกัดเฉพาะ ไม่ถือว่าทุกชนิดที่มีในเมนูเดี่ยวจะจับคู่กันได้ทั้งหมด การเลือก A และ B จึงควรเริ่มจากเงื่อนไขง่ายที่ยืนยันได้ก่อนเพิ่มความเฉพาะ
ให้เขียนสถานะเป็นรอ A จากนั้นรอให้ครบเวลาหน่วง แล้วจึงค้น B ถ้า B มาถูกช่วงจะจับระเบียน ถ้ารอนานเกินกติกาจะกลับไปรอ A ใหม่ การเขียนเช่นนี้ช่วยป้องกันการนำ B จากคำสั่งรอบถัดไปมาจับคู่กับ A รอบเก่าโดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะในงานที่คำสั่งบางรอบไม่มีผลตอบสนอง
- รอ A
ยังไม่ยอมรับ B ของรอบใหม่
- หน่วง
ครบเวลาที่กำหนดจึงเปิดค้น
- ค้น B
ถ้าพบในช่วงให้จับระเบียน
- รีเซ็ต
หมดเวลาโดยไม่พบให้กลับไปรอ A
A เปิดรอบใหม่แล้วจึงค้น B ตามหน้าต่างเวลา
ตัวอย่างสมมติ: ค้นหลังหนึ่งแต่ไม่เกินสี่มิลลิวินาที
กำหนด A เป็นขอบคำสั่งที่เวลา 0 และต้องการค้น B เฉพาะช่วงหลัง 1 ms จนก่อนครบ 4 ms ตามนิยามทดลอง คู่มือที่อ้างระบุว่าเวลารีเซ็ตเริ่มหลังเวลาหน่วง จึงตั้งหน่วง 1 ms และเวลารอรีเซ็ต 3 ms เพื่อได้ขอบสิ้นสุด 1 + 3 = 4 ms หากใส่รีเซ็ต 4 ms โดยคิดว่านับจาก A จะเปิดหน้าต่างไปถึง 5 ms และคัดข้อมูลเกินโจทย์
สมมติ B มีขอบที่ 0.5, 2.2 และ 4.5 ms ในรอบเดียวกัน ขอบ 0.5 ms เกิดก่อนเริ่มค้นจึงถูกละ ขอบ 2.2 ms อยู่ในหน้าต่างจึงมีสิทธิ์จับ ส่วนขอบ 4.5 ms จะอยู่นอกหน้าต่าง หากไม่มี B ที่ 2.2 ms ระบบควรกลับไปรอ A ใหม่เมื่อหมดรอและไม่จับ 4.5 ms ในนามรอบเดิม ทั้งนี้ต้องตรวจพฤติกรรมที่ขอบเวลาเท่ากันและสถานะพร้อมของเครื่องจริง
หลังจับแล้วต้องเริ่มวงจรสถานะใหม่
เมื่อจับ B ได้แล้ว การรับข้อมูลส่วนหลังและเวลาที่เครื่องพร้อมรอบใหม่ยังมีผล ไม่ควรคิดว่าระบบพร้อมรับ A ถัดไปทันทีเสมอ หาก A มาเร็วมากอาจพลาดทั้งรอบ การคำนวณหน้าต่างค้นจึงเป็นเพียงเงื่อนไขเลือกเหตุการณ์ ไม่ใช่การรับรองอัตรารับคำสั่ง ต้องดูตัวนับและระเบียนควบคู่กับจำนวนคำสั่งต้นทาง
สมมติ A เกิดทุก 10 ms และ B เป้าหมายที่ 2.2 ms หลัง A ถ้าจะเก็บสิบรอบ ต้องตรวจว่ามี A สิบรอบและระเบียน B สิบชุดที่จับคู่ตรงกันจริง การมีสิบภาพไม่ได้รับรองหนึ่งต่อหนึ่ง หากเงื่อนไขรีเซ็ตไม่ถูก อาจมีภาพจากบางรอบซ้ำและบางรอบหายได้ ควรใช้ช่องคำสั่งหรือหมายเลขรอบจากชุดฝึกช่วยตรวจความสัมพันธ์เมื่อทำได้
- ตั้งเวลา
หน่วง 1 ms + รอรีเซ็ต 3 ms = สิ้นสุด 4 ms
- B ที่ 0.5 ms
ก่อนเปิดค้น จึงละขอบนี้
- B ที่ 2.2 ms
อยู่ในช่วง จึงมีสิทธิ์จับ
- B ที่ 4.5 ms
ถ้ารอบก่อนยังไม่พบ B ต้องรีเซ็ตไปแล้ว
ใช้แบบนับเวลารีเซ็ตหลังหน่วงตามคู่มือที่อ้าง; ค่าตัวอย่างสมมติ
ความหมายของหน่วงกับการนับเหตุการณ์ไม่เหมือนกัน
การหน่วงเวลา 1 ms แล้วรอ B ถัดไปไม่เหมือนการรอ B ลูกที่หนึ่งหลัง A โดยไม่มีการหน่วง ในตัวอย่าง ลูกแรกหลัง A คือ 0.5 ms แต่ลูกแรกหลังเปิดค้นที่ 1 ms คือ 2.2 ms จึงต้องระบุว่าเครื่องนับขอบตั้งแต่ตอนไหนเมื่อใช้ตัวเลือกนับจำนวนเหตุการณ์ การเปลี่ยนจากเวลาเป็นจำนวนขอบอาจเปลี่ยนคำถามอย่างมากถ้าความถี่ขอบไม่คงที่
ถ้าต้องการกำหนดว่า B ต้องเกิดขณะที่สัญญาณอีกเส้นยังสูง ลำดับตามเวลาอย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องตรวจว่ารองรับเงื่อนไขสถานะหรือรีเซ็ตตามสัญญาณหรือไม่ หากไม่รองรับควรเก็บระเบียนยาวพร้อมช่องบริบทแล้วคัดภายหลัง โดยระบุความต่างระหว่างการคัดหลังบันทึกกับการคัดขณะทริกเกอร์อย่างชัดเจน
ควรทดสอบด้วยว่าถ้ามี A ใหม่เข้ามาขณะยังรอ B เครื่องจะทำอย่างไร บางเงื่อนไขอาจละ A ใหม่นั้น ขณะที่บางวิธีรีเซ็ตเปิดให้เริ่มรอบใหม่ได้ อย่าสมมติพฤติกรรมจากชื่อ A ตามด้วย B เพียงอย่างเดียว ในชุดฝึกสามารถเลื่อน A ถัดไปให้มาก่อนหมดรอแล้วตรวจหมายเลขรอบของ B ที่ถูกจับ เพื่อยืนยันการจับคู่ก่อนใช้กับลำดับซับซ้อน
เก็บ A ไว้ในระเบียนเพื่อยืนยันการจับคู่
ถ้าระเบียนอ้างศูนย์ที่ B ซึ่งอยู่ 2.2 ms หลัง A และต้องการฐานก่อน A อีก 0.8 ms ต้องมีประวัติก่อน B อย่างน้อย 2.2 + 0.8 = 3 ms หากตั้งก่อนเพียง 1 ms จะไม่เห็น A แม้เครื่องคัดลำดับถูกต้อง ทำให้ผู้ตรวจภายหลังยืนยันการจับคู่จากภาพไม่ได้ การเก็บช่อง A และ B พร้อมเวลาอ้างอิงทั้งคู่จึงมีประโยชน์ต่อการทบทวน
ทดลองกรณีที่ควรจับและไม่ควรจับแยกกัน เช่น ส่งเฉพาะ B โดยไม่มี A ส่ง B เร็วกว่าหน่วง และส่ง B ช้ากว่ารีเซ็ต เมื่อทั้งสามไม่ถูกคัดและกรณี 2.2 ms ถูกคัด จึงมีหลักฐานว่าลำดับทำงานตรงโจทย์มากกว่าการทดสอบเพียงกรณีสำเร็จ การทดสอบนี้ใช้แหล่งกำเนิดชุดฝึกที่ควบคุมได้ ไม่ใช่การบังคับสัญญาณเข้าอุปกรณ์จริงโดยไม่มีข้อมูลพิกัด
รายงานลำดับทั้งหมดเป็นประโยคพร้อมตัวเลข ได้แก่ รอ A หน่วง 1 ms ค้น B นาน 3 ms แล้วรีเซ็ต พร้อมระบุจุดที่รีเซ็ตเริ่มนับ ไม่เขียนแค่ว่าจับ B ภายใน 4 ms เพราะเมนูเครื่องอื่นอาจเริ่มนับต่างกัน ทุกเวลาในบทนี้สมมติขึ้นเพื่อแสดงตรรกะ ไม่ได้อ้างเวลาคำสั่งหรือข้อกำหนดการสื่อสารของระบบรถ


