อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ความถี่เรโซแนนซ์ตัวเองของตัวเหนี่ยวนำ: เมื่อขดลวดเริ่มมีพฤติกรรมเชิงความจุ

ใช้แบบจำลอง L กับความจุแฝงอธิบาย SRF อิทธิพลแผ่นวงจรและฟิกซ์เจอร์ พร้อมตัวอย่างความจุแฝงเพิ่มแล้วความถี่ลด

ขดลวดจริงไม่ได้มีแต่ความเหนี่ยวนำ ลวดแต่ละช่วงอยู่ใกล้กันและอยู่ใกล้ตัวนำบนแผ่นวงจร จึงมีความจุแฝงร่วมอยู่ด้วย เมื่อความถี่สูงพอ พฤติกรรมสองส่วนนี้เกิดเรโซแนนซ์และทำให้การแทนชิ้นส่วนด้วย L ค่าเดียวไม่พอ ค่า SRF หรือความถี่เรโซแนนซ์ตัวเองช่วยบอกจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่ต้องอ่านพร้อมวิธีวัด เพราะแผ่นวงจรและเครื่องมือสามารถเปลี่ยนสิ่งที่ชิ้นส่วนเห็นได้

แบบจำลองขนานอธิบายเรโซแนนซ์แรก

สำหรับการทำความเข้าใจเรโซแนนซ์แรก ใช้ L ขนานความจุแฝง C และมีองค์ประกอบการสูญเสียจำกัดยอดอิมพีแดนซ์ ในแบบจำลองง่าย ความถี่ประมาณ f0 = 1 / [2πsqrt(LC)] ใต้จุดนี้พฤติกรรมโดยรวมยังเป็นเชิงเหนี่ยวนำ ส่วนเหนือจุดนี้บริเวณที่แบบจำลองยังใช้ได้จะเป็นเชิงความจุ การกล่าวว่าความถี่สูงขึ้นแล้วรีแอกแตนซ์ขดลวดสูงขึ้นตาม 2πfL ตลอดไปจึงไม่ถูกสำหรับชิ้นส่วนจริง

ใกล้เรโซแนนซ์ อิมพีแดนซ์อาจสูงมากแต่ไม่ได้เป็นอนันต์เพราะมีการสูญเสีย และการอ่านค่า L สมมูลจากเครื่องมืออาจเปลี่ยนรวดเร็วตามความถี่ ค่าที่ดูผิดปกติใกล้จุดนี้ไม่จำเป็นต้องแปลว่าขดลวดเสีย เครื่องมือกำลังพยายามแทนเครือข่ายที่มีทั้ง L และ C ด้วยพารามิเตอร์แบบหนึ่ง จึงต้องดูเฟสและขนาดอิมพีแดนซ์ประกอบ ไม่ตัดสินจากตัวเลขความเหนี่ยวนำช่องเดียว

ภาพอธิบาย 1ความจุแฝงทำให้ L เดี่ยวอธิบายย่านสูงไม่พอ
  1. องค์ประกอบแฝง

    ความใกล้ของขดลวด แพดและระนาบตัวนำเพิ่มความจุที่ทำงานร่วมกับ L

  2. ใกล้เรโซแนนซ์แรก

    อิมพีแดนซ์ขึ้นเป็นยอดแต่ถูกการสูญเสียจำกัด ไม่เป็นอนันต์

  3. อ่านเฟสร่วม

    บริเวณใต้จุดนี้เป็นเชิงเหนี่ยวนำและเหนือจุดนี้เป็นเชิงความจุในช่วงที่โมเดลยังใช้ได้

  4. จำกัดการทำนาย

    ย่านสูงกว่านั้นอาจมีเรโซแนนซ์อื่น จึงไม่ลากโมเดล L ขนาน C ไปใช้ทุกความถี่

ภาพอธิบายบริเวณเรโซแนนซ์แรกของแบบจำลองง่าย

สถานการณ์สมมติ: หนึ่งไมโครเฮนรีกับสิบพิโคฟารัด

กำหนดแบบจำลอง L หนึ่งไมโครเฮนรีและความจุแฝงสิบพิโคฟารัด ผลคูณ LC เท่ากับหนึ่งคูณสิบยกกำลังลบสิบเจ็ด รากที่สองประมาณ 3.1623 นาโนวินาที จึงได้ความถี่เรโซแนนซ์ประมาณ 50.33 เมกะเฮิรตซ์ เลขนี้เป็นผลของแบบจำลองสมมติ ไม่ใช่ค่า SRF ของชิ้นส่วนหนึ่งไมโครเฮนรีทุกตัว เพราะโครงสร้างขดลวดและสภาพติดตั้งกำหนดความจุแฝงต่างกัน

ถ้าสภาพติดตั้งทำให้ความจุสมมูลเพิ่มเป็นยี่สิบพิโคฟารัดโดย L ไม่เปลี่ยน ความถี่จะเหลือประมาณ 35.59 เมกะเฮิรตซ์ หรือลดเป็นหนึ่งหารรากสองของเดิม ไม่ใช่ลดครึ่งหนึ่ง การเพิ่มความจุเพียงสิบพิโคฟารัดจึงมีผลชัดในตัวอย่างนี้ แม้เป็นค่าที่ดูเล็กเมื่อเทียบกับตัวเก็บประจุกรองไฟทั่วไป ความสำคัญของค่าแฝงต้องประเมินตามความถี่และขนาดองค์ประกอบที่ทำงานร่วมกัน

แผ่นวงจรและฟิกซ์เจอร์อยู่ในผลวัดด้วย

ตัวนำใต้ขดลวด ระยะห่างจากระนาบกราวด์ ความหนาและคุณสมบัติฉนวน รวมถึงขนาดแพดและลายใกล้เคียงมีผลต่อความจุที่เห็น การเปลี่ยนฟิกซ์เจอร์จึงทำให้ SRF ที่วัดต่างกันได้แม้เป็นตัวเดิม ผู้ผลิตอาจระบุเครื่องมือและฟิกซ์เจอร์เพื่อให้เทียบผลได้ การดูตารางจากสองแหล่งโดยละเงื่อนไขการวัดอาจทำให้คิดว่าตัวหนึ่งดีกว่าแน่นอนทั้งที่ส่วนต่างมาจากสภาพทดสอบ

การสอบเทียบและชดเชยฟิกซ์เจอร์ช่วยลดผลเส้นทางวัด แต่ไม่จำเป็นต้องลบปฏิสัมพันธ์เฉพาะระหว่างขดลวดกับสภาพแวดล้อมได้ทั้งหมด แบบจำลองที่ปรับตามแผ่นวงจรจึงมีประโยชน์เมื่อทำงานใกล้ย่านนี้ หากใช้โมเดลจากผู้ผลิต ควรอ่านว่ารวมแพดหรือเงื่อนไขแผ่นวงจรไว้แล้วหรือไม่ เพื่อไม่บวกความจุแฝงซ้ำจนผลจำลองคลาด

ภาพอธิบาย 2ความจุเพิ่มสองเท่าไม่ได้ลด SRF ครึ่งหนึ่ง
  1. สภาพแรก

    L หนึ่งไมโครเฮนรีกับ C สิบพิโคฟารัด ให้ SRF ประมาณ 50.33 เมกะเฮิรตซ์

  2. เพิ่มความจุแฝง

    สมมติการติดตั้งทำให้ C รวมเป็นยี่สิบพิโคฟารัดโดย L เดิม

  3. ผลใหม่

    สูตรหนึ่งหารสองพายราก LC ให้ประมาณ 35.59 เมกะเฮิรตซ์

  4. ตรวจอัตราส่วน

    ความถี่ใหม่เป็นหนึ่งหารรากสองหรือ 0.7071 ของเดิม ตรงความจุที่เพิ่มสองเท่า

คง L หนึ่งไมโครเฮนรีและเปลี่ยนความจุสมมูลตามโจทย์

นำ SRF ไปใช้ตามหน้าที่ของตัวเหนี่ยวนำ

หากต้องการให้ชิ้นส่วนทำหน้าที่เป็น L สำหรับเก็บพลังงานหรือกำหนดตัวกรองเชิงเหนี่ยวนำ มักต้องทำงานต่ำกว่าเรโซแนนซ์แรกอย่างเหมาะสม แต่ไม่มีสัดส่วนเผื่อค่าเดียวที่ใช้ได้ทุกวงจร ต้องดูกราฟอิมพีแดนซ์และความแม่นที่ต้องการ ในงานกีดกันสัญญาณบางย่านอาจสนใจยอดอิมพีแดนซ์ใกล้เรโซแนนซ์ แต่การลดทอนจริงยังขึ้นกับอิมพีแดนซ์ต้นทางและปลายทาง ไม่ได้เท่ากับยอดโอห์มของชิ้นส่วนโดยตรง

  1. ระบุว่างานต้องการความเหนี่ยวนำที่ค่อนข้างคงที่ หรืออิมพีแดนซ์สูงในย่านใด
  2. อ่านกราฟ L อิมพีแดนซ์และเฟสตามความถี่ พร้อมเงื่อนไขฟิกซ์เจอร์ของรหัสที่เลือก
  3. จำลองหรือวิเคราะห์ความจุจากแพดและการติดตั้งโดยไม่รวมซ้ำกับโมเดลผู้ผลิต
  4. ใช้สัญญาณทดสอบขนาดเล็กและเครื่องมือที่เหมาะกับย่านความถี่ พร้อมชดเชยฟิกซ์เจอร์ก่อนเปรียบเทียบ
  5. ตรวจผลในบริเวณต่ำกว่า ใกล้ และเหนือเรโซแนนซ์แรก แล้วจำกัดข้อสรุปตามช่วงที่เครื่องมือเชื่อถือได้

ข้อผิดพลาดจากการตีความยอดเป็นการป้องกันที่รับประกัน

ยอดอิมพีแดนซ์สูงไม่ได้หมายความว่าตัดสัญญาณได้สมบูรณ์ในวงจรจริง อาจมีทางความจุข้ามบนแผ่นวงจร หรือเส้นทางอื่นที่สัญญาณผ่านได้ อีกทั้งความถี่เรโซแนนซ์อาจเปลี่ยนตามสภาพติดตั้งและพารามิเตอร์อุปกรณ์ การนำค่า SRF ไปใช้เป็นความถี่หยุดแบบกำแพงทันทีจึงผิดลักษณะของการตอบสนอง ควรวัดการส่งผ่านของระบบเมื่อเป้าหมายเป็นการลดทอนสัญญาณ

เหนือเรโซแนนซ์แรก แบบจำลอง L ขนาน C ชุดเดียวอาจไม่อธิบายทุกย่าน เพราะขดลวดจริงเป็นโครงสร้างกระจายและอาจมีเรโซแนนซ์อื่นต่อไป จึงไม่ควรลากผลจากสองจุดในโจทย์ไปทำนายย่านสูงกว่านั้นมาก การที่มิเตอร์ความถี่ต่ำอ่าน L ถูกต้องก็ไม่รับรองการใช้งานความถี่สูง เช่นเดียวกับการอ่านความต้านทานต่อเนื่องไม่ได้บอกคุณสมบัติ SRF

ตรวจสอบการคำนวณและผลการติดตั้ง

ตรวจเลขด้วยอัตราส่วนจะช่วยลดข้อผิดพลาดหน่วย เมื่อ L คงที่และ C เพิ่มสองเท่า ความถี่ต้องลดเป็นประมาณ 0.7071 เท่า ค่า 50.33 คูณ 0.7071 ได้ประมาณ 35.59 เมกะเฮิรตซ์ตรงการแทนสูตร หากผลที่ได้สูงขึ้นหลังเพิ่ม C ในแบบจำลองนี้ ให้ตรวจหน่วยพิโคฟารัดกับนาโนฟารัดและตำแหน่งวงเล็บก่อนตีความเชิงกายภาพ

เมื่อนำไปวัด ควรบันทึกว่าขดลวดอยู่บนบอร์ดใด มีระนาบตัวนำใกล้แค่ไหน และใช้ฟิกซ์เจอร์แบบใด พร้อมกราฟเฟสกับอิมพีแดนซ์ ผลต่างหลังย้ายตำแหน่งจะได้ถูกอธิบายด้วยสภาพติดตั้งแทนการกล่าวว่าชิ้นส่วนเปลี่ยนค่าอย่างไร้เหตุผล การรายงานควรแยกค่าในตาราง ค่าในแบบจำลอง และค่าที่วัดของการติดตั้งจริงให้ชัด เพื่อให้ผู้ใช้ผลรู้ว่าตัวเลขใดใช้รับรองเงื่อนไขใดได้บ้าง

แหล่งอ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม

เรียบเรียงคำอธิบายและตัวอย่างขึ้นใหม่จากหลักการในแหล่งข้อมูลต่อไปนี้

  1. Measuring Self Resonant Frequency · Coilcraft
  2. Selecting the Best Inductor for Your DC-DC Converter · Coilcraft

อ่านต่อเรื่องใกล้กัน

ถามเรื่องหนังสือ ตะกร้า