งานไฟที่หาสาเหตุยากที่สุดมักไม่ใช่ของที่พังชัด ๆ แต่เป็นกราวด์ที่ยังพอใช้ได้ อาการจะโยงข้ามระบบจนดูไม่มีเหตุผล เช่น เปิดไฟเลี้ยวแล้วเข็มวัดน้ำมันตก เข้าเกียร์ถอยแล้วไฟหน้าปัดกระพริบ หรือสตาร์ตติดแล้วเรือนไมล์รีเซ็ต ทั้งหมดนี้อธิบายได้ด้วยเรื่องเดียวคือกระแสหาทางลงกราวด์ทางอื่น
ทำไมอาการจึงข้ามระบบ
อุปกรณ์ทุกตัวต้องมีทางให้กระแสไหลกลับไปที่ขั้วลบแบตเตอรี่ ปกติมันไหลผ่านสายกราวด์ของตัวเอง แต่ถ้ากราวด์เส้นนั้นมีความต้านทานสูงขึ้นจากสนิมหรือน็อตหลวม กระแสจะเลือกไหลไปตามเส้นทางที่ต้านทานน้อยกว่า ซึ่งมักเป็นสายกราวด์ของอุปกรณ์ตัวอื่นที่อยู่ใกล้กัน ผลคืออุปกรณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยแสดงอาการพร้อมกัน
ลำดับการไล่
- จดอาการทั้งหมดที่เกิดพร้อมกัน แล้วหาว่าอุปกรณ์เหล่านั้นใช้จุดกราวด์ร่วมกันที่ไหน ตรงนั้นคือจุดต้องสงสัยแรก
- วัดแรงดันตกคร่อมระหว่างตัวถังใกล้อุปกรณ์กับขั้วลบแบตเตอรี่ ขณะเปิดโหลดที่ทำให้เกิดอาการ
- ถ้าค่าขึ้นเกิน 0.1V ให้เลื่อนจุดวัดไปตามเส้นทางกราวด์ทีละท่อน หาช่วงที่ค่ากระโดด
- ลองต่อสายกราวด์ชั่วคราวจากขากราวด์ของอุปกรณ์ตรงไปที่ขั้วลบแบต ถ้าอาการหายทันทีคือยืนยันได้ว่าเป็นกราวด์
- แก้ที่ต้นเหตุ คือขูดสีออกจนถึงเนื้อเหล็ก ขัดหางปลาให้เงา ขันแน่น แล้วทากันสนิมทับ ไม่ใช่ปล่อยสายพ่วงชั่วคราวไว้
จุดกราวด์ที่ควรตรวจก่อนในรถกระบะดีเซล
- กราวด์เครื่องยนต์ไปตัวถัง เส้นใหญ่ที่มักอยู่ใกล้แท่นเครื่อง
- กราวด์ตัวถังไปขั้วลบแบตเตอรี่ ตรวจทั้งสองปลาย
- กราวด์กล่อง ECU ซึ่งบางรุ่นยึดที่หัวสูบ เจอคราบสนิมได้บ่อย
- กราวด์ชุดเรือนไมล์ที่โครงคอนโซล มักหลวมหลังถอดคอนโซลไปซ่อมอย่างอื่น
- กราวด์ของชุดไฟท้าย ซึ่งอยู่ใกล้ล้อจึงโดนน้ำและโคลนเต็มที่
สิ่งที่มักเข้าใจผิด
หลายคนวัดความต้านทานจากขากราวด์ไปตัวถังได้ 0.2 โอห์มแล้วสรุปว่าปกติ แต่มิเตอร์วัดความต้านทานจ่ายกระแสทดสอบน้อยมาก ค่าที่อ่านได้จึงไม่บอกว่าจุดนั้นทนกระแสจริงได้ไหม จุดกราวด์ที่วัดได้ 0.2 โอห์มแต่มีพื้นที่สัมผัสจริงแค่เสี้ยวเดียว จะร้อนและแรงดันตกทันทีที่จ่ายโหลด วิธีที่เชื่อถือได้คือวัดแรงดันตกคร่อมขณะมีโหลดเสมอ

