เวลากล่อง ECU ไม่ตอบสนอง สแกนไม่เจอ หรือเครื่องไม่ติดเลย ความรู้สึกแรกคือกล่องตาย แต่จากงานซ่อมที่ผ่านมือ กล่องส่วนใหญ่ที่ส่งเข้ามาในสภาพนี้เสียที่ภาคจ่ายไฟด้านหน้า ซึ่งเป็นส่วนที่รับแรงกระชากจากภายนอกก่อนใคร ส่วน CPU ที่อยู่ลึกเข้าไปมักยังดีอยู่
ภาคจ่ายไฟในกล่องทำอะไร
กล่องรับไฟจากรถประมาณ 12V ซึ่งแกว่งไปมาตลอดเวลา ต่ำสุดตอนสตาร์ตและพุ่งขึ้นตอนไดชาร์จทำงาน วงจรด้านหน้าของกล่องมีหน้าที่กรองและลดแรงดันนี้ให้เป็นไฟนิ่งหลายระดับสำหรับวงจรภายใน โดยทั่วไปจะมีไฟ 5V สำหรับวงจรตรรกะและจ่ายออกไปเลี้ยงเซ็นเซอร์ และไฟระดับต่ำกว่านั้นสำหรับตัวประมวลผลรุ่นใหม่
ลำดับตรวจก่อนเปิดฝากล่อง
- วัดไฟเลี้ยงที่ขาปลั๊กของกล่องให้ครบทุกเส้น ทั้งไฟตรงจากแบตและไฟที่มาตอนบิดกุญแจ ใช้วิธีวัดแรงดันตกคร่อมเทียบกับขั้วแบตด้วย ไม่ใช่ดูแค่เลข 12V
- วัดกราวด์ของกล่องทุกขา กล่องหลายรุ่นมีกราวด์มากกว่าหนึ่งเส้นและขาดไปเส้นเดียวก็ทำงานไม่ปกติ
- ถอดปลั๊กเซ็นเซอร์ออกทีละตัวแล้วดูว่าไฟ 5V กลับมาไหม ถ้ากลับมาตอนถอดตัวใด ตัวนั้นหรือสายของมันช็อต
- ตรวจว่ามีน้ำหรือคราบเข้าไปในปลั๊กกล่องไหม รอยคราบขาวหรือเขียวที่ขาปลั๊กบอกได้ว่าเคยชื้น
- ถ้าไฟเลี้ยงและกราวด์ครบดีแล้วยังไม่ทำงาน จึงเปิดฝาดูภาคจ่ายไฟด้านใน
สิ่งที่มักเจอเมื่อเปิดกล่องออกมา
- ตัวเก็บประจุบวมหรือมีคราบน้ำยารอบฐาน พบมากในกล่องที่อยู่ในห้องเครื่องซึ่งเจอความร้อนสะสม
- รอยไหม้ดำรอบขาไอซีควบคุมแรงดัน มองเห็นได้ด้วยตาถ้าเทียบกับบริเวณข้างเคียง
- รอยแตกร้าวของบัดกรีที่ขาปลั๊ก เพราะขาปลั๊กรับแรงดึงจากชุดสายทุกครั้งที่ถอด
- รอยเขียวจากน้ำที่ซึมเข้าตามซีล ทำให้ลายวงจรบางเส้นขาดโดยที่ตาเปล่ามองว่ายังต่อกัน
- ไดโอดกันไฟย้อนที่ช็อต ซึ่งจะดึงไฟทั้งเส้นลงกราวด์และทำให้เหมือนกล่องกินไฟ
ทำไมไม่ควรรีบเปลี่ยนกล่องใหม่
กล่องใหม่หรือกล่องมือสองที่ยังไม่ได้เขียนข้อมูลให้ตรงกับคันนั้นจะไม่ทำงานเต็มที่ และในรถหลายรุ่นต้องทำขั้นตอนจับคู่กับกุญแจและกล่องกันขโมยเพิ่ม ถ้าปัญหาจริงคือไฟเลี้ยงจากด้านนอกไม่ครบ กล่องใหม่ก็จะเสียซ้ำในเวลาไม่นาน การไล่ไฟเลี้ยงและกราวด์ให้จบก่อนจึงประหยัดทั้งเงินและเวลา

