รถรุ่นใหม่ใช้สายคู่เดียวส่งข้อมูลระหว่างกล่องหลายตัว เรียกว่า Canbus พอมีปัญหาการสื่อสาร เครื่องสแกนจะเข้าไม่ถึงกล่องบางตัวหรือทั้งคัน ก่อนจะไปถึงขั้นใช้ออสซิลโลสโคป มิเตอร์ธรรมดาก็บอกอะไรได้หลายอย่างถ้ารู้ว่าต้องดูตัวเลขไหน
โครงสร้างที่ต้องเข้าใจก่อนวัด
สาย CAN เป็นสายคู่ตีเกลียวสองเส้น เรียกว่า CAN High และ CAN Low ข้อมูลไม่ได้อยู่ในแรงดันของเส้นใดเส้นเดียว แต่อยู่ในผลต่างระหว่างสองเส้น การตีเกลียวช่วยให้สัญญาณรบกวนจากภายนอกเข้าไปในทั้งสองเส้นเท่ากัน ผลต่างจึงไม่เปลี่ยน นี่คือเหตุผลที่ห้ามคลายเกลียวสายทิ้งยาวเวลาต่อซ่อม
| สิ่งที่วัด | สภาพปกติโดยทั่วไป | ความหมายเมื่อผิดไป |
|---|---|---|
| ความต้านทานคร่อม CAN H กับ CAN L ตอนถอดไฟ | ประมาณ 60 โอห์ม | 120 โอห์มแปลว่าเหลือตัวปิดปลายข้างเดียว ค่าสูงมากแปลว่าสายขาด |
| CAN High เทียบกราวด์ ขณะระบบทำงาน | แกว่งอยู่เหนือระดับกลางเล็กน้อย | ค่าติดกราวด์หรือค่าเท่าไฟเลี้ยงแปลว่าช็อต |
| CAN Low เทียบกราวด์ ขณะระบบทำงาน | แกว่งอยู่ใต้ระดับกลางเล็กน้อย | ค่าเท่ากับ CAN High แปลว่าสองเส้นช็อตถึงกัน |
| ความต้านทานจาก CAN เส้นใดเส้นหนึ่งลงกราวด์ | สูงมากจนเหมือนไม่ต่อ | อ่านได้ค่าต่ำแปลว่ามีจุดรั่วลงกราวด์ |
ข้อจำกัดของมิเตอร์ที่ต้องรู้
มิเตอร์อ่านค่าเฉลี่ย จึงบอกได้แค่ว่าสายยังต่อถึงกันและระดับแรงดันอยู่ในย่านที่ควรเป็น สิ่งที่มิเตอร์บอกไม่ได้คือรูปคลื่นบิดเบี้ยว สัญญาณสะท้อนจากตัวปิดปลายที่หาย หรือกล่องตัวใดตัวหนึ่งส่งข้อมูลรบกวนทั้งเส้น อาการกลุ่มนี้ต้องดูด้วยออสซิลโลสโคปเท่านั้น
วิธีหากล่องตัวที่ทำให้ทั้งเส้นล่ม
- หาผังเครือข่ายของรุ่นนั้นก่อน เพื่อรู้ว่ามีกล่องกี่ตัวและตัวปิดปลายอยู่ที่กล่องไหน
- ถอดปลั๊กกล่องออกจากเครือข่ายทีละตัว โดยถอดแล้ววัดหรือลองสแกนใหม่ทุกครั้ง
- ถ้าถอดตัวใดแล้วการสื่อสารกลับมาเป็นปกติ กล่องตัวนั้นหรือสายของมันคือตัวปัญหา
- ระวังว่าการถอดกล่องที่มีตัวปิดปลายอยู่ในตัวจะทำให้ค่าความต้านทานเปลี่ยนไปด้วย ต้องแยกให้ออกว่าค่าที่เปลี่ยนมาจากอะไร
- ถ้าถอดจนหมดแล้วยังผิดปกติ ให้กลับไปตรวจตัวสายและจุดต่อร่วม โดยเฉพาะจุดที่สายลอดผ่านบานพับหรือใกล้ท่อร้อน

